Monday, December 30, 2013

Rain - Madonna (July 17, 1993)

I feel it, it's coming

Chorus:

Rain, feel it on my finger tips
Hear it on my window pane
Your love's coming down like
Rain, wash away my sorrow
Take away my pain
Your love's coming down like rain

When your lips are burning mine
And you take the time to tell me how you feel
When you listen to my words
And i know you've heard, i know it's real
Rain is what this thunder brings
For the first time i can hear my heart sing
Call me a fool but i know i'm not
I'm gonna stand out here on the mountain top
Till i feel your

(chorus)

When you looked into my eyes
And you said goodbye could you see my tears
When i turned the other way
Did you hear me say
I'd wait for all the dark clouds bursting in a perfect sky
You promised me when you said goodbye
That you'd return when the storm was done
And now i'll wait for the light, i'll wait for the sun
Till i feel your

(chorus)

Here comes the sun, here comes the sun
And i say, never go away

Waiting is the hardest thing
[it's strange i feel like i've known you before]
I tell myself that if i believe in you
[and i want to understand you]
In the dream of you
[more and more]
With all my heart and all my soul
[when i'm with you]
That by sheer force of will
[i feel like a magical child]
I will raise you from the ground
[everything strange]
And without a sound you'll appear
[everything wild]
And surrender to me, to love

Rain is what the thunder brings
For the first time i can hear my heart sing
Call me a fool but i know i'm not
I'm gonna stand out here on the mountain top
Till i feel your

Rain, i feel it, it's coming
Your love's coming down like
(repeat)

(chorus)

Rain, i feel it, it's coming
Your love's coming down like
(repeat)

Rain

Video:  Rain by Madonna (Original Version)

Saturday, December 07, 2013

นาฬิกาชีวิต รู้เวลาการทำงานของร่างกาย

นาฬิกาชีวิต รู้เวลาการทำงานของร่างกายไว้ห่างไกลโรค
ช่วง01.00-03.00 น. เป็นช่วงเวลาของตับ
เป็นเวลาควรนอนเพราะตับจะหลั่งสารมีลาโทนิน (Meratonine) เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย นอกจากร่างกายจะหลั่งสารมีลาโทนินเป็นประจำแล้ว ยังหลั่งสารเอนโดรฟิน (Endrophin) ออกมาด้วย เวลาจึงไม่ควรกินอาหาร เพราะจะทำให้ตับทำงานหนักและเสื่อมเร็ว โดยหน้าที่หลักของตับคือ ขจัดสารพิษในร่างกาย ส่วนหน้าที่รองคือ ช่วยไตในการดูแลผม ขน เล็บ ถ้าตับมีปัญหา ผม ขน เล็บ จะไม่สวย และยังช่วยกระเพาะย่อยอาหาร ถ้ากินบ่อย ๆ และไม่เป็นเวลาที่เหมาะสม จะทำให้ตับทำงานหนัก เพราะตับจะหลั่งน้ำย่อยออกมามาก จึงไม่ได้ทำหน้าที่หลัก เป็นเหตุให้สารพิษตกค้างในตับ
ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ นอนหลับให้สนิท
อาหารที่ช่วยบำรุงตับ ได้แก่ งา น้ำผลไม้และน้ำสะอาด

-------------------------------------------------------------------------------
• ช่วง03.00-05.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด
เป็นเวลาที่ควรตื่นนอน ลุกขึ้นเพื่อสูดอากาศที่บริสุทธิ์และรับแสงแดดในยามเช้า ผู้ที่ตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำ ปอดและผิวจะดีขึ้น
ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ตื่นนอน และออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์
อาหารที่ช่วยบำรุงปอด ได้แก่ อาหารที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน และวิตามินเอ เช่น ส้ม ผักใบเขียว น้ำผึ้ง หอมใหญ่

-------------------------------------------------------------------------------
• ช่วง 05.00 – 07.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่
เวลานี้จึงเหมาะที่จะขับถ่ายอุจจาระ และควรทำให้เป็นนิสัยทุกเช้า ถ้าไม่ถ่ายให้ใช้วิธีกดจุดที่ตำแหน่งสองข้างของจมูก และดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว หรือดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว โดยใช้น้ำ 1 แก้ว+น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ+น้ำมะนาว 4-5 ลูก
ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ขับถ่ายอุจาระ ในช่วงนี้ พยายามขับถ่ายเป็นกิจวัตร
อาหารที่ช่วยบำรุงลำสำไส้ใหญ่ ได้แก่ อาหารประเภทที่มีกากใยอาหารสูงๆ

-------------------------------------------------------------------------------
• ช่วง 07.00 – 09.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร
กระเพาะอาหารจะทำงาน ถ้ากินอาหารเช้าในช่วงเวลานี้ทุกวัน กระเพาะอาหารจะแข็งแรง ถ้าปล่อยให้กระเพาะอาหารอ่อนแอ จะส่งผลให้เป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล ขาไม่ค่อยมีแรง ปวดเข่า หน้าแก่เร็วกว่าวัย
ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ กินอาหารเช้า
อาหารที่ช่วยบำรุงกะเพราะ ได้แก่ ควรมีอาหารที่ให้พลังงานและสารอาหารอย่างน้อย 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน

-------------------------------------------------------------------------------
• ช่วง 09.00 – 11.00 น. เป็นช่วงเวลาของม้าม
ม้ามมีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือด สร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน คนที่ปวดศีรษะบ่อย มักมาจากความผิดปกติของม้าม อาการเจ็บชายโครง สาเหตุมาจากม้ามกับตับ ผู้ที่มัก นอนหลับในช่วงเวลา 09.00-11.00 น. ม้ามจะอ่อนแอ
ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ พูดน้อย กินน้อย ไม่นอนหลับ
อาหารที่ช่วยบำรุงม้าม ได้แก่ มันเทศสีแดง หรือเหลือง อาหารที่ทำจากบุก

-------------------------------------------------------------------------------
• ช่วง 11.00 – 13.00 น. เป็นช่วงเวลาของหัวใจ
หัวใจจะทำงานหนัก ควรหลีกเลี่ยงความเครียดเหตุที่ทำให้ต้องใช้ความคิดหนักและหาทางระงับอารมณ์ตื่นเต้นหรืออาการตกใจให้ได้
ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ หลี่กเหลี่ยงความเครียด
อาหารที่ช่วยบำรุงหัวใจ ได้แก่ อาหารที่มีสีแดงตามธรรมชาติ เช่นถั่วแดง ผลไม้สีแดง น้ำมันปลา วิตามินบี

-------------------------------------------------------------------------------
• ช่วง 13.00 – 15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก
ควรงดการกินอาหารทุกประเภท เพื่อให้ลำไส้ทำงาน โดยลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมอาหาร เช่น วิตามินซี บี โปรตีน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างไข่สำหรับผู้หญิง ถ้ากรดอะมิโนน้อย ไข่จะมาไม่ครบทุกเดือน ผู้หญิงมีลำไส้ยาวกว่าผู้ชาย 11 ฟุต เพื่อให้การดูดซึมได้นานกว่า เนื่องจากต้องใช้กรดอะมิโนมากกว่าผู้ชาย เมื่อมีลำไส้ยาวกว่าจึงมีกระดูกซี่โครงมากกว่าผู้ชายข้างละ 1 ซี่
ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ งดรับประทานอาหาร
อาหารที่ช่วยบำรุงลำไส้เล็ก ได้แก่ งดรับประทานอาหารทุกประเภท

-------------------------------------------------------------------------------
• ช่วง 15.00 – 17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ
ควรออกกำลังกายหรืออบตัวให้เหงื่อออก กระเพาะปัสสาวะจะได้แข็งแรง หากอั้นปัสสาวะบ่อย ๆ ปัสสาวะจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เหงื่อที่ออกมามีกลิ่นเหม็นเหมือนปัสสาวะ
ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ทำตัวให้เหงื่อออก อาจจะเป็นการออกกำลังกาย
อาหารที่ช่วยบำรุงกะเพราะปัสสาวะ ได้แก่ ผลไม้ เช่น บิลเบอร์รี่ และดื่มน้ำสะอาดมากๆ

-------------------------------------------------------------------------------
• ช่วง 17.00 – 19.00 น. เป็นช่วงเวลาของไต
ควรทำใจให้สดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอนในช่วงเวลานี้ ผู้ใดมีอาการง่วงนอนช่วงเวลานี้ แสดงว่ามีปัญหาเรื่องไตเสื่อม ถ้านอนหลับแล้วเพ้อ แสดงว่าอาการหนักมาก
- ไตซ้าย จะควบคุมสมองด้านขวา ซึ่งควบคุมด้านความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์สุนทรีย์ รักสวยรักงาม ชอบแต่งตัว ถ้าไตซ้ายมีปัญหา อารมณ์รักสวยรักงามจะหมดไป กลายเป็นคนปล่อยเนื้อปล่อยตัว และเป็นคนขี้ร้อน
- ไตขวา จะควบคุมสมองด้านซ้าย ซึ่งควบคุมด้านความจำ ถ้าไตขวามีปัญหา ความจำจะเสื่อม และเป็นคนขี้หนาว (ผู้ที่มีไตแข็งแรงจะเป็นคนมีอายุยืน เป็นคนกล้า)
ถ้าลำไส้เล็กมีไขมันเกาะมาก อาหารที่อยู่ในรูปของสารละลายจะผ่านลำไส้เล็กไม่ได้ จึงตกเป็นภาระของไต เป็นผลให้ไตทำงานหนัก จึงกลายเป็นโรคไต ผู้ที่เป็นโรคไต สมองจะเสื่อม ปวดหลัง เป็นหวัดง่าย มีเสลดในคอ
การดูแล คือ ตอนเช้าอาบน้ำเย็น ตอนเย็นให้อาบน้ำอุ่น กรณีที่อาบน้ำไม่ได้ ให้ใช้วิธีแช่เท้า แต่น้ำควรใส่สมุนไพรที่ถูกโฉลกของผู้ป่วย เช่น ขิง ข่า กระชาย อย่างใดอย่างหนัก

ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ทำตัวให้สดชื่น ไม่ง่วงหงาวหาวนอน
อาหารที่ช่วยบำรุงไต ได้แก่ อาหารที่มีเกลือต่ำ ความเค็มน้อย หรือสมุนไพรจีน เช่น ถั่งเฉ้า

-------------------------------------------------------------------------------
• ช่วง 19.00 – 21.00 น. เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ
ช่วงเวลานี้ควรจะสวดมนต์ ทำสมาธิ ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับเยื่อหุ้มหัวใจ คือ หัวใจโต หัวใจรั่ว เส้นโลหิตหัวใจตีบ ดังนั้นผู้ป่วยต้องระวังเรื่องตื่นเต้น ดีใจ การหัวเราะ กรณีเส้นเลือดขอด
ต้องดูเยื่อมหุ้มหัวใจให้แข็งแรง
ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ทำสมาธิ สวดมนต์
อาหารที่ช่วยบำรุงเยื่อหุ้มหัวใจ ได้แก่ อาหารจำพวกโปรตีนที่ไขมันต่ำรวมถึงวิตามินบีต่างๆ

-------------------------------------------------------------------------------
• ช่วง 21.00 – 23.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของระบบความเย็นในร่างกาย
ห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงเวลานี้ เพราะจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย อย่าไปตากลม เพราะเป็นช่วงที่ลมเป็นพิษ
ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ห้ามอาบน้ำเย็น ห้ามตากลม ควรทำร่างกายให้อบอุ่น
อาหารที่ช่วยบำรุงระบบความร้อนของร่างกาย ได้แก่ อาหารที่รสเผ็ดร้อน เช่น ขิง โสม

-------------------------------------------------------------------------------
• ช่วง 23.00 – 01.00 น. เป็นช่วงเวลาของถุงน้ำดี
ถุงน้ำดีเป็นถุงสำรองเก็บน้ำย่อยที่ออกมาจากตับ อวัยวะใดในร่างกายเมื่อขาดน้ำจะมาดึงน้ำจากถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีข้น เป็นผลให้อารมณ์ฉุนเฉียว สายตาเสื่อม เหงือกจะบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก หรือตอนเช้าจะจาม (ถุงน้ำดีจะโยงไปถึงปอด) จะปวดศีรษะข้างเดียวหรือสองข้างโดยไม่ทราบสาเหตุ (ผู้ที่ตัดถุงน้ำดีออก เมื่อตรวจด้วยลูกดิ่งจะพบว่าถุงน้ำดีข้น มักมีอาการปวดขา ปวดสะโพก)
ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ดื่มน้ำก่อนเข้านอน
อาหารที่ช่วยบำรุงถุงน้ำดี ได้แก่ อาหารที่ไขมันต่ำ และไม่ทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ

-------------------------------------------------------------------------------
ที่มา: thaihealth.or.th

Sunday, October 20, 2013

ยิ่งโตขึ้น เพื่อนยิ่งน้อยลง -- ธรรมชาติของวัย

ตลอดช่วงชีวิตคนเรา มันมีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันไปครับ
ทำให้ความรู้สึกต่างๆต่อมิตรสหายแตกต่างกันไปครับ

+ วัยเรียน (ประถม มัธยม) เพื่อนเรียน เล่นกีฬา ทำการบ้านด้วยกัน
เริ่มเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตด้วยกัน แต่โดยมากก็มีข้อจำกัดที่ต้องยึดติดกับผู้ปกครองอยู่

+ วัยมหาลัย สนุกสุดๆ สำมะเลเทเมาได้เพียบ อิสระเสรี มีแฟนได้ก็ช่วงนี้
มิตรสหายก็ไปไหนไปกัน เที่ยวด้วยกัน สนิทกันมากครับ

+ วัยเริ่มทำงาน ก็ยังสนุกกันอยู่ เริ่มมีเงินเที่ยวบ้าง
มิตรสหายก็จากมหาลัยที่ยังไปมาหาสู่กัน
สักพักก็จะเริ่มห่างหายกันไป เพราะมีแฟนกัน

+ วัยแต่งงาน ก็เริ่มห่างเหินจากเพื่อนๆ เพราะต้องเริ่มสร้างครอบครัว
ยังพอมีเพื่อนอยู่บ้าง แต่ก็ต้องรู้จักเพื่อนของคู่ชีวิตเพิ่ม
ความสนิทสนมเริ่มน้อยลง เพราะต้องให้เวลากับคู่ชีวิต

+ วัยลูกเล็ก อันนี้หมดสภาพการเที่ยวแล้วครับ
เพื่อนก็เริ่มห่างหาย เพราะเราไม่สะดวกในการไปเที่ยวด้วย

+ วัยลูกโตขึ้น เพื่อนใหม่เริ่มเข้ามาจากพ่อๆแม่ๆของเพื่อนลูก
ส่วนใหญ่ก็คุยกันเรื่องลูก ถามปัญหา แล้วก็ช่วยๆกันครับ

+ วัยลูกเติบโต อันนี้ก็มัวแต่ปวดหัวเรื่องลูกในวัยรุ่นครับ
แล้วก็การทำงานที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เวลาให้เพื่อนแทบจะไม่มีแล้วครับ
อย่างเก่งก็ไปกินข้าว คุยรำลึกความหลังกันแป๊บๆ
ไอ้แบบจะเที่ยวหัวหกก้นขวิดก็คงไม่มีแล้ว

+ วัยเกษียณ... อ่ะอันนี้จริงๆแล้ว เริ่มจะได้เพื่อนกลับมาแล้วครับ
เพราะต่างคนต่างก็หมดภาระการทำงาน เริ่มมีเวลาว่างมากขึ้น
หลายคนจะเริ่มออกเที่ยวกันอีก ก็เพราะเริ่มอยู่ว่างๆกันแล้ว
แต่เพื่อนๆก็จะเริ่มลดๆลงเรื่อยๆ เพราะหมดสภาพกันไปแล้วครับ

สรุปแล้ว เพื่อนๆก็มีลดๆเพิ่มๆเรื่อยๆครับตามสภาพการณ์ของชีวิต

แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ...
อย่าหยุดที่จะรู้จักคนใหม่ๆ ไม่ว่าจะต่างวัยกันแค่ไหน
คนทุกคนมีสิ่งใหม่ๆ ให้เราเรียนรู้เสมอ
อย่าไปคิดว่าต้องความสุขแบบเดิมๆเท่านั้น จึงจะเรียกว่าสุข
เราเรียนรู้แล้วก็สร้างความสุขแบบใหม่ๆได้เสมอครับ

อ้างอิงจาก pantip.com/family

Friday, September 27, 2013

KASUMI and MISTY1

KASUMI คือบล็อกเข้ารหัสด้วยคีย์รหัสขนาด 128-bit และ 64-bit สำหรับใช้ในระบบการสื่อสารโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งเครือข่ายแบบ UTMS,GSM และ GPRS พัฒนาโดย 3GPP

KASUMI เมื่อถูกใช้ในระบบ UTMS จะใช้อัลกอริทึมส์เพื่อรักษาความปลอดภัยข้อมูลจำนวน 2 อัลกอริทึมส์คือ UEA1 และ UIA1
KASUMI เมื่อถูกใช้ในระบบ GSM จะใช้อัลกอริทึมส์เพื่อรักษาความปลอดภัยข้อมูลคือ A5/3 Key Stream Generator
KASUMI เมื่อถูกใช้ในระบบ GPRS จะใช้อัลกอริทึมส์เพื่อรักษาความปลอดภัยข้อมูลคือ GEA3 Key Stream Generator

การทำ code breaking ของ KASUMI ได้รับการนำเสนอครั้งแรกในปี ค.ศ.2001 โดยนาย Kuhn โดยใช้เทคนิคชื่อว่า Impossible Differential Attack จากนั้นในปี ค.ศ.2003 นักวิจัยประเทศอิสราเอลชื่อ นาย Elad Barkan, Eli Bilham, และ Nathan Keller ได้สาธิตการเจาะระบบ GSM แบบ Man-In-The-Middle Attacks ที่ไม่ได้ใช้ A5/3 cipher และได้เขียนบทความของเรื่องนี้ในปี ค.ศ.2006

ในปี ค.ศ.2005 นักวิจัยประเทศอิสราเอลชื่อ นาย Eli Biham, Orr Dunkelman และ Nathan Keller ได้เผยแพร่การเจาะระบบบล็อกเข้ารหัส KASUMI แบบ Related-Key Rectangle (Boomerang) Attacks ซึ่งสามารถ code breaking ได้สำเร็จ

ในปี ค.ศ.2010 นักวิจัยทั้ง 3 คน (Eli Biham, Orr Dunkelman และ Nathan Keller) ได้เผยแพร่การเจาะระบบแบบใหม่สำหรับเจาะการเข้ารหัสคีย์ A5/3 cipher โดยใช้เทคนิค Related-Key Attack โดยนักวิจัยเหล่านั้นต้องการแสดงให้เห็นว่าการรับประกันความปลอดภัยข้อมูลของ 3GPP โดยใช้ KASUMI ซึ่งพัฒนาโดยใช้พื้นฐานของบล็อกเข้ารหัส MISTY1 (Mitsubishi Improved Security Technology) นั้นไม่มีผลอย่างมีนัยะสำคัญ

สำหรับบล็อกเข้ารหัส MISTY1 (RFC2994) ได้ร้บการวิจัยและพัฒนาในปี ค.ศ.1995 โดยนักวิจัยชาวญี่ปุ่นคือ นาย Matsui Mitsuru,  Ichikawa Tetsuya, Sorimachi Toru, Tokita Toshio และ Yamagishi Atsuhiro แต่วิธีการเจาะรหัสคีย์ KASUMI ของนักวิจัยประเทศอิสราเอลทั้ง 3 คน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับบล็อกเข้ารหัส MISTY1

ที่มา:
KASUMI http://en.wikipedia.org/wiki/KASUMI
MISTY1 http://en.wikipedia.org/wiki/MISTY1

Thursday, September 26, 2013

พระกริ่งพุทธนิมิต ฉลองสมศักดิ์ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรฯ

พระกริ่งพุทธนิมิต ฉลองสมศักดิ์ สมเด็จพระวันรัต  (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)  วัดบวรนิเวศวิหาร (๕ ธ.ค. ๕๒) 

เนื้อทองคำ (สร้าง ๑๒ องค์)
  เนื้อนวะโลหะ (สร้าง ๓๐๐ องค์) องค์ที่ ๑-๘


เนื้อกะไหล่ทอง (สร้างประมาณ ๒๘๓๐ องค์...แจกในพิธี ๕ ธ.ค.๕๒) องค์ที่ ๑-๔


สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)



สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) (นามเดิม: จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์) เป็นพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ดำรงตำแหน่งรักษาการแทนเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต กรรมการมหาเถรสมาคม และแม่กองธรรมสนามหลวง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ชั้นสุพรรณบัฏเมื่อปี พ.ศ. 2552 โดยมีราชทินนามตามจารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระวันรัต ศรีวชิรญาณวงศวิวัฒ ปริยัติพิพัฒนพงศ์ วิสุทธิสงฆปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลคัมภีรญาณสุนทร ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี

ประวัติ
สมเด็จพระวันรัต มีนามเดิมว่า จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2479 ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ปีชวด ณ บ้านเกาะเกตุ ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายจันทร์และนางเหล็ย พราหมณ์พิทักษ์ ท่านสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดคิรีวิหาร ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด จากนั้น ได้เข้าพิธีบรรพชา เมื่อวันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม 2491 ณ วัดคิรีวิหาร ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด โดยมี พระวินัยบัณฑิต เป็นพระอุปัชฌาย์ กระทั่งอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม 2499 ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร โดยมี สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตโต) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระวินัยบัณฑิต (ถาวร ฐานุตตโร) วัดคิรีวิหาร จ.ตราด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิสุทธิธรรมภาณ (แจ่ม ธัมมสาโร) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังอุปสมบท ได้ศึกษาพระปริยัติธรรม จนสอบได้ประโยคเปรียญธรรม 9 ประโยค จากสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร


ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2551 สมเด็จพระวันรัต ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ พระพรหมมุนี ได้ปฏิบัติหน้าที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัว (พระยานมาศพระนำ) และราชรถน้อย (รถพระนำ) อ่านพระอภิธรรมนำขบวนพระอิสริยยศ ในการเคลื่อนพระศพ จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สู่พระเมรุ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

รวมทั้งในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี วันที่ 9 เมษายน 2555 สมเด็จพระวันรัต ได้ปฏิบัติหน้าที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัว (พระยานมาศพระนำ) และราชรถน้อย (รถพระนำ) อ่านพระอภิธรรมนำขบวนพระอิสริยยศ ในการเคลื่อนพระศพ จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สู่พระเมรุ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงอีกวาระหนึ่ง


ส่วนภาระหน้าที่พิเศษ ยากที่จะหาผู้ใดทำหน้าที่นี้ได้ในยุคปัจจุบัน คือ การที่ได้รับมอบหมายจากเถรสมาคมเป็นผู้ตรวจสอบการคำนวณปฏิทินหลวง (ปฏิทินจันทรคติของไทย) และให้ความเห็น ก่อนที่จะประกาศใช้ ในแต่ละปี นอกจากนี้ยังเดินหมุดและคำนวณปฏิทินปักขคณนาสำหรับวันลงอุโบสถให้กับคณะสงฆ์ธรรมยุตด้วย

เกิด     17 กันยายน พ.ศ. 2479
อุปสมบท     8 กรกฎาคม พ.ศ. 2499
พรรษา     57
อายุ     76
วัด     วัดบวรนิเวศวิหาร
จังหวัด     กรุงเทพมหานคร
สังกัด     ธรรมยุตินิกาย
วุฒิการศึกษา     ป.ธ.9 น.ธ.เอก
ตำแหน่งทางคณะสงฆ์     รักษาการแทนเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย,แม่กองธรรมสนามหลวง,กรรมการมหาเถรสมาคม


ที่มา wikipedia  
Credit ภาพ: พระกริ่งพุทธนิมิต ฉลองสมศักดิ์ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรฯ, กระรันตีพระ.คอม

Sunday, September 22, 2013

ตลาดหุ้น …. สถานที่แห่งการฝึกตน

เป็นเหมือนผมไหมครับ ก่อนเข้าตลาดหุ้น รู้สึกไม่แน่ใจ ไม่รู้อะไรซักอย่าง เราก็ศึกษาจนคิดว่าเข้าใจ จนคิดว่ามั่นใจจะทำเงินในตลาดได้บ้าง

แต่พอเข้ามาในตลาดจริง กลับพบว่า สิ่งที่ตัวเองรู้มา แทบจะต้องโยนตำราทิ้งทั้งหมดที่เคยเรียนแล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งพอเริ่มนับหนึ่งใหม่ เรียนรู้กันใหม่ ก็ทำให้มีกำลังใจ มีความมั่นใจกลับคืนมาอีกครั้ง
แต่ผ่านไปอีกซักพัก Mr.Market ก็เล่นงานเราอีกครั้งด้วยการทำให้เห็นว่า สิ่งที่เรารู้มามันผิดอีกแล้ว และตลาดก็ทำแบบนี้ซ้ำๆกับนักลงทุนหน้าใหม่และหน้าเก่าทุกคนที่เข้ามา จนหลายคนหันหลังให้กับตลาดหุ้นไปไหนที่สุด

แท้จริงแล้ว ตลาดหุ้น เป็นสถานที่ที่แสดงให้เห็นสัจธรรมของโลกให้เราได้เห็นชัดเจนมากที่สุด นั้นก็คือ เปลี่ยนแปลงตลอด ควบคุมไม่ได้ ไม่มีความแน่นอน

ซึ่งคุณสมบัติของตลาดหุ้นที่ผมบอกไปนั้น มันออกจะขัดใจ และขัดกับหลักสามัญสำนึกของผู้ประกอบการ ผู้บริหารบริษัท และมนุษย์เงินเดือนตาดำๆหาเช้ากินค่ำ เพราะสิ่งที่เขาเหล่านั้นต้องการก็คือ “ความแน่นอน” ของรายได้และผลตอบแทน แต่เขากลับเข้ามาอยู่ในสถานที่ที่แสดงให้เห็นความไม่แน่นอนที่ชัดเจนที่สุดบนโลกใบนี้ที่เรียกว่า “ตลาดหุ้น”

แล้วในตลาดหุ้น มันมีความแน่นอนอยู่ไหม?

มีครับ ความแน่นอน 3 ประการของตลาดหุ้นก็คือ
1. ตลาดหุ้น มีวัฏจักรตามเศรษฐกิจ มีขึ้นย่อมมีลง มีลงย่อมมีขึ้น
2. ตลาดหุ้น มีทั้งหุ้นคุณภาพดี และหุ้นที่ไม่มีคุณภาพ
3. ตลาดหุ้น มีนักลงทุนที่เตรียมความพร้อมมาอย่างดี และมีที่หวังจะเข้ามาแสวงหากำไรระยะสั้น

มีเซียนหุ้นในตลาดคนหนึ่งเคยบอกกับผมตอนผมเข้าวงการใหม่ๆว่า เมื่อคุณอยู่ในตลาดหุ้นมานานพอ คุณจะรู้จักตัวตนของคุณดีขึ้น และเมื่อจักตัวตนดีขึ้น เมื่อนั้นการทำกำไรในตลาดหุ้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป

ตอนแรกผมก็สงสัยว่า รู้จักตัวเอง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกำไร? แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้เข้าใจว่า เมื่อเราตั้งความคาดหวังจากการลงทุนอย่างเหมาะสม เข้าใจทั้งสัจธรรมของตลาด และเข้าใจทั้งตัวตนของตัวเองแล้ว เราจะเริ่มหาแนวทางที่เป็นธรรมชาติของตัวเอง ไม่ฝืนเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ซึ่งสร้างภาวะแห่งสติ และหยั่งรู้ความเป้นไปของตลาดมากขึ้น สิ่งนี้มาจากการ Trail & Error คือการลองผิดลองถูกมาแบบนั้นครั้งไม่ถ้วน และนักลงทุนแต่ละปัจเจกบุคคลก็มีจุดที่เหมาะสมของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน นั้นจึงเป็นสาเหตุที่ว่า ถึงแม้เราจะลอกวิธีของเซียนคนไหนมาแบบ 100% มันก็ยังไม่ใช่เครื่องการันตีผลตอบแทนว่าจะได้เหมือนเซียนคนนั้นไปตลอด เพราะยังไงเสีย ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่เราต่างจากเซียนคนนั้นอยู่ดี นั้นก็คือ “นิสัย”

หน้าที่ของนักลงทุนที่สำคัญและไม่ควรละเลยอีกอย่างหนึ่งเลยก็คือ การฝึก “นิสัย” ให้เหมาะและเอิ้อกับการลงทุน และมันจะมีที่ไหนที่ดีไปกว่าตลาดหุ้นอีกล่ะครับ ในเมื่อความเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นอยู่ทุกวัน มันยิ่งช่วยให้เราเห็นนิสัยแย่ๆของตัวเองได้เร็วกว่าคนที่อยู่นอกตลาด เห็นหมดนิสัยแย่ๆ เห็นความโลภ (เห็นเพื่อนรวยหุ้น ก็อยากรวยบ้าง) เห็นความใจร้อน (ชอบหุ้นปั่น มันส์สะใจ) เห็นความประมาท (ใช้หูเล่น แทนที่จะใช้สมองวิเคราะห์) รู้ก็รู้ว่าเป็นแนวทางที่ไม่ดี แต่ก็เลิกไม่ได้ชิมิ

เปลี่ยนมุมมองนะครับ กำไรจากตลาดหุ้น มันไม่มีเส้นชัยที่แน่นอนมาเป็นตัววัด เกมส์การลงทุน เป็นเกมส์ที่ต้องเล่นกันทั้งชีวิต และเมื่อต้องอยู่กับมันไปตลอด และสู้รบตบมือกับฝรั่งอันชาญฉลาด กองทุนอันร้ายกาจ และป๊อบเทรดสุดโหด จะสู้แบบนี้ไปเรื่อยๆจริงๆหรือ? เรามาใช้ตลาดหุ้นเป็นสถานที่แห่งการฝึกตนกันดีกว่า เพื่อเวลาเจอวิกฤตในคราวหน้า เราจะได้หาโอกาสเจอ และได้ประโยชน์จากมันทุกครั้งไป

ที่มา: MR.MESSENGER