Saturday, February 13, 2010

สหรัฐจัดการเรื่องแผนการเพิ่มขีดความสามารถทางความมั่นคงในโลกของคอมพิวเตอร์ (Cybersecurity)

ในวันนี้ เศรษฐกิจของสหรัฐ ต้องพึ่งพาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่ และระบบต่างๆของรัฐและเอกชน ได้รับการคุกคาม โจมตีจริงๆกันอย่างต่อเนื่อง แม้ระบบข้อมูลของคนที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองของท่านเองก็ถูกโจมตี แอบดักข้อมูล ซึ่งหากปล่อยไว้เช่นนี้ อาจจะทำให้เกิดปัญหาแก่ประเทศได้ ในปีที่ผ่านมา การรบกันระหว่างรัสเซียกับจอร์เจีย ก็พบว่ามีทั้งในสนามรบและในระบบคอมพิวเตอร์พร้อมๆกัน เหตุการณ์เช่นนั้น เป็นได้ชัดว่าการรบทางคอมพิวเตอร์ สามารถทำให้ไฟฟ้าดับได้ และทำให้กิจกรรมทางธุรกิจหยุดชะงักได้

จำเป็นที่ประเทศสหรัฐต้องจัดการเรื่องแผนการเพิ่มขีดความสามารถทางความมั่นคงในโลกของคอมพิวเตอร์ (Cybersecurity) และทำการศึกษาวิจัยให้มีความก้าวหน้าที่สุดในโลก เพื่อนำไปสู่การคุ้มครองประเทศ และเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา

มีรายงานชื่อ Cyberspace Policy Review ขนาด ๗๖ หน้า ออกมาประกอบการประกาศของประธานาธิบดี ในรายงานนี้ ได้มีการเสนอให้มีผู้ประสานงานกลางระดับประเทศ และการเสนอแนะให้รัฐบาลสหรัฐ ดำเนินการรณรงค์เรื่องความมั่นคงปลอดภัยในโลกแห่งคอมพิวเตอร์ในวงกว้าง ให้ภาครัฐร่วมมือกับเอกชนในการสนองตอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการมีมาตรการต่างๆเพื่อปรับปรุงความมั่นคงปลอดภัยในโลกคอมพิวเตอร์ให้ดีขึ้น

“การปกป้องโลกคอมพิวเตอร์ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ และภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง และต้องมีความเปลี่ยนแปลงในนโยบาย เทคโนโลยี การศึกษา และ กฎหมาย และในรายงานนี้ เราจะเห็นว่ามีเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันทำงานในกิจกรรมยากๆหลายด้าน เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งต้องเริ่มต้นที่การพูดจากันในเรื่องนี้ โดยทุกคนเริ่มได้ที่ครอบครับ เพื่อน และผู้ร่วมงาน” เมลิสซา ฮัททะเว หัวหน้าความมั่นคงปลอดภัยในโลกคอมพิวเตอร์อธิบายเกี่ยวกับรายงานนี้

คงพอจะนึกภาพออก ว่าหากเพ็นตากอน (กองทัพสหรัฐ) CIA (สำนักงานข่าวกรองกลาง) และ NSA (สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ) ดำเนินการตามแผนนี้ จะมีเงินมาสนับสนุนธุรกิจไอซีทีของสหรัฐมากมายขนาดไหน และแต่ละบริษัทเขาจะทำอะไรกันบ้าง น่าจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาช่วยให้อินเทอร์เน็ตแข็งแรงขึ้นกว่านี้ แต่เราจะทราบได้อย่างไร ว่าซอฟต์แวร์วินโดวส์รุ่นหน้า ซอฟต์แวร์ในอุปกรณ์สื่อสาร และเราเตอร์ต่างๆ ซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูล ระบบรับส่งสัญญาณสื่อสารต่างๆ มันจะมีอะไรของรัฐบาลสหรัฐแถม (หรือซ่อนตัว)มาบ้าง หากประเทศของเรา ซื้อสินค้าของเขามาใช้ โดยปราศจากความสามารถในการวิเคราะห์ความมั่นคงเลย เราจะอยู่ในฐานะใด เมื่อเกิดสงครามระหว่างค่ายจีน สหรัฐ อิสราเอล ยุโรป ใครจะคุมตู้อุปกรณ์ของใคร?

ท่านที่สนใจเรื่องเหล่านี้ และผลกระทบจากประเทศไทย (ในฐานะที่เรามีอุปกรณ์ของจีนมากพอๆกับอุปกรณ์ของมะกัน หากเกิด Cyber War กันระหว่างยักษ์ใหญ่ เราจะโดนอะไรบ้าง ระหว่างนี้ เราควรเตรียมตัวของเราอย่างไรดี

เรื่องนี้ เราควรจะเรียนโดยการสังเกตปฏิกิริยาที่ออกมาจากประเทศในยุโรปและจีน ว่าเขาเตรียมการป้องกันตัวเองอย่างไรบ้าง มีอะไรบ้างที่เขาทำตามสหรัฐ และมีอะไรบ้างที่เขาต้องทำเองภายในประเทศ ที่แน่นอนก็คือ ผมเชื่อว่าการหันมาใช้โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์น่าจะมีเพิ่มขึ้นแน่นอน

หนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษ ลงข่าวเรื่องนี้ในเชิงลึก พร้อมกับลุ้นว่า คนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าทีมประสานงานกลาง น่าจะเป็น เมลิสซา ฮัททะเว หรือไม่ก็ รอด เบ็คสตอร์ม จากบริษัทในซิลิกอน แวลเล่

ข่าวหลายข่าวที่เพิ่งผ่านมา มีความสัมพันธ์กันมาก หากสังเกตให้ดี ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน มี ข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า ผู้บริหารของ Google ชื่อ แอนดรู แมคลัฟลิน หัวหน้าทีมนโยบายสาธารณะโลกของ Google ได้ลาออกจากบริษัท เพื่อไปทำงานกับโอบาม่าในฐานะรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางเทคโนโลยี (chief technology officer) รายงานตรงกับนายอะนีช โชพรา หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางเทคโนโลยี นายแอนดรู แมคลัฟลินทำงานกับ Google มา ๕ ปี โดยก่อนหน้านั้น เขาทำงานกับ ICANN องค์กรที่กำกับดูแลการทำงานและนโยบายอินเทอร์เน็ตระดับโลก และเป็น emeritus fellow ที่ Berkman Center for Internet and Society แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กับทั้งเป็นทีมงานด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมและการปฎิรูประบบรัฐบาลของโอบาม่าในช่วงการเตรียมรับตำแหน่งประธานาธิบดี

คนของ Google ที่เข้าไปช่วยทำเนียบขาวยังมีอีก เช่น เคที่ สแตนทัน เคยเป็นนักบริหารโครงการของกูเกิล เข้าไปทำงานเป็น ผู้อำนวยการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน และโซนาล ชาห์ ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าการพัฒนาระดับโลกที่ Google.org บัดนี้ก็กลายเป็น หัวหน้าสำนักงานการนวัตกรรมเชิงสังคมของทำเนียบขาว อ่านข่าว

ความเคลื่อนไหวของแอนดรู แมคึลัฟลิน สร้างความกังวลให้กับบริษัทต่างๆไม่ใช่น้อย เพราะสิ่งนี้แสดงว่ากูเกิล ทำท่าจะมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในนครวอชิงตันดีซี เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา

หากจะถามทุกท่านว่า ในโลกนี้ บริษัทใด มีข้อมูลความเคลือนไหวของชาวเน็ตทั่วโลกมากที่สุด และเป็นทีต้องการของกระทรวงกลาโหมและสภาความมั่นคงของสหรัฐมากที่สุด ท่านคิดว่าเป็นบริษัทใด ทำไม

ที่มา ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล
Click

No comments: