Tuesday, May 15, 2012

พอเพียง พอใจ พอดี....นั้นแหละดี

การรับราชการเป็นอาชีพที่มั่นคง มีรายได้แน่นอน มีเส้นทางเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ราชการที่ชัดเจน ผู้ได้รับราชการแล้วเจริญรุ่งเรือง ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวน ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย แพ่งและอาญา มีแต่เจริญก้าวหน้าตามหลัก “ผู้ใหญ่ดึง ผู้น้อยดัน คนเสมอกันสนับสนุนประชาชนให้การยอมรับ” สามารถรับราชการจนเกษียณอายุนับว่าเป็นบุคคลที่มีวิริยะ อุตสาหะ อดทนอดกลั้น สู้ทนฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ จึงประสบความสำเร็จในชีวิตการงานควรแก่การยกย่องสรรเสริญว่าเป็นข้าราชการ มืออาชีพ

วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี นอกจากเป็นวันเริ่มต้นปีงบประมาณแล้ว ยังเป็นวันเกษียณอายุราชการ ผู้อาวุโสบางท่านเป็นสุขใจเมื่อ “พ้นพงหนาม” บางท่านทำใจได้ยากยังหลงมัวเมาในผลประโยชน์ ยศ อำนาจ วาสนา บางท่านเตรียมขึ้นศาลเพื่อเบิกความ แก้ต่างคดีที่เป็นผลพวงจากการทำงานในอดีต หลายท่านสุขภาพย่ำแย่ ขณะที่หลายๆ ท่านสร้างสมคุณความดีไว้มาก เป็นผู้ทำงานแล้วได้ทั้งงานและน้ำใจคน ความรู้สึกศรัทธาเคารพรัก เป็นบุญบารมีที่เสริมส่งให้เป็นปูชนียบุคคล สามารถ “นั่งอยู่ในใจคน” ทั้งชีวิตการงานและชีวิตจริง “ท่านอยู่เราดีใจ ท่านเกษียณไปเราต่างอาลันหา”

แท้จริงแล้ว ตำแหน่งหน้าที่การงาน ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติขึ้น เที่ยงแท้แน่นอนนั้น ไม่มีเป็นเพียง “สมบัติผลัดกันชม” ยิ่งเจริญวัย สังขารยิ่งเสื่อมลง อายุขัยก็สั้นน้อยลงๆ ตามลำดับ ยิ่งตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้น ผู้คนที่รู้จักคุ้นเคยก็หนีห่างมากขึ้นๆ เข้าลักษณะ “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” นี่คือสัจธรรมแห่งชีวิตราชการ

ความสุขที่แท้จริงในชีวิตสามัญชนหาใช่ตำแหน่งหน้าที่การงานไม่ แต่วรพรมงคล คือพรสีประการที่บุคคลอยากได้อยากมีอยากเป็น คืออายุ วรรณะ สุยะ พละ ย่อมบังเกอดขึ้นแก่ผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นปกติ ดังนั้น จงพอใจในสิ่งที่เรามียินดีในสิ่งที่เราได้ ดังภาษิตฝรั่งว่า Be satisfied in whatever you have และพุทธภาษิตและมงคล 38 ประการที่ว่า “สนฺตุฏฐี จ ปรมํ ธนํ - สนฺตุฎฐี จ เอตม์มํ คลมุตฺตมํ” ความพอใจในสิ่งที่เรามี ยินดีในสิ่งที่เราได้ เป็นทรัพย์อย่างยิ่งและเป็นอุดมมงคล

ปรัชญาชีวิต “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นคติชีวิตที่ข้าราชการควรน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจัง ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ประหยัด ยึดหลักสายกลาง “มชฺฌมาปฏิปทา” ควบคู่กับการถึงพร้อมด้วยความหมั่น ถึงพร้อมด้วยการรักษาเลี้ยงชีวิตตามสมควร และรู้จักคบมิตรที่ดี ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองจากเดิมที่ว่า “ข้าราชการเป็นผู้มีรายได้ต่ำ รสนิยมสูง หนี้สินพอประมาณ เกลียดการดูหมิ่น” เปลี่ยนมาเป็น ข้าราชการรุ่นใหม่ ใสสะอาด ปราศจากทุจริต ดำรงชีวิตด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

การเก็บออมเงินเป็นนิสัย จะช่วยให้เรามีฐานะการเงินที่มั่นคง ทุกเดือนพึงจัดสรรเงินรายได้ไว้เป็นเงินออมส่วนหนึ่งตอบแทนบุพการีส่วนหนึ่ง เลี้ยงชีพและให้จ่ายในครอบครัวอีกส่วนหนึ่ง การกู้เงินและผ่อนชำระสินค้าเงินผ่อนและบัตรเครดิตเป็นสิ่งที่พึงระมัดระวัง อย่างยิ่ง อย่าให้เกิดสภาวะ “หนี้สินล้นพ้นตัว ชักหน้าไม่ถึงหลัง”

ปัจจุบันภาวะหนี้สินของข้าราชการค่อนข้างสูง มีทั้งผ่อนบาน ผ่อนรถยนต์ ผ่อนชำระเงินกู้ธนาคาร – สหกรณ์ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมาก การที่จะบังคับใจตัวเองให้เก็บออมเงินได้นั้น การกู้สามัญจากสหกรณ์ออมทรัพย์แล้วฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์พิเศษรับดอกเบี้ยทบ ต้นรายเดือนและได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถบังคับตัวเองให้ต้องเก็บออมเงินไว้เป็น ประจำทุกเดือนระยะสั้นยอมขาดทุน แต่ระยะยาวได้กำไรเพราะได้ดอกเบี้ยทบต้น เงินปันผลและเฉลี่ยคืน มากน้อยแล้วแต่กำลังทรัพย์ของแต่ละคน

ข้าราชการยุคปัจจุบันมีฐานะเป็นมนุษย์เงินเดือนหากดำรงชีวิตแบบเรียบง่าย ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เห่อตามคนอื่น แต่ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เราก็จะมีวิถีชีวิตแห่งการดำรงชีวิตที่เหมาะที่ควร สร้างทั้งความสุขกายและสุขใจในขณะเดียวกัน แม้เงินรายได้ไม่มากนัก แต่ก็อยู่อย่างมีความสุข เป็นความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน

ดัชนีชี้วัดระดับการพัฒนาประเทศมิได้อยู่ที่รายได้อย่างเดียว ความรวยย่อมไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิตแต่ความสุขต่างหากที่เป็นสิ่งที่เรา ต้องการ แล้วท่านละ “What is the best valuable thing in your life?”
สำหรับผมแล้วความสุขอยู่ที่...เพียงพอ...พอใจ...พอดี...

“รู้จักพอ ก่อสุข ทุกสถาน รู้จักกาลเวลา พาสุกใส รู้จักตน พ้นทุกข์ เป็นสุขใจ รู้จักใคร ก็ไม่สู้ รู้จักตน”
ขอให้ท่านมีความสุขกับชีวิตจริงและชีวิตการงานครับ

ผู้เขียนบทความ: ทักษิณ อัครวิชัย 

No comments: